[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.9
โรงเรียนส่องดาววิทยาคม
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.9
   
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     


  

   เว็บบอร์ด >> สอบถาม พูดคุยเกี่ยวกับการเรียนการสอน >>
ICELAND THE LAND WHERE COLORS IS A MYSTERY  VIEW : 65    
โดย ngongsus

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว :
ระดับ : 1
Exp : 20%
ออฟไลน์ :
IP : xxx

 
เมื่อ : ศุกร์ ที่ 24 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2565 เวลา 13:56:03    ปักหมุดและแบ่งปัน






  ที่นี่คือ Jokulsarlon (โจกุลซาลอน) ทะเลสาบธารน้ำแข็ง สถานที่ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกคล้ายอยู่ในความฝัน จนไม่อยากกลับมาเจอความวุ่นวายอีก โจกุลซาลอนเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ด้วยพื้นที่ 18 ตารางกิโลเมตรและความลึก200 เมตร อยู่ทางทิศใต้ปลายทางของธารน้ำแข็งนามว่า Vatnajokull (วัทนาโจกุล)

     ทะเลสาบแห่งนี้สามารถจอดรถชมจากริมฝั่งได้ แต่ถ้าอยากใกล้ชิดขึ้นไปอีกก็มีทัวร์ให้เลือกสองแบบคือนั่งรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก หรือเป็นเรือติดล้อที่จะพาคนเข้าไปรอบๆ ทะเลสาบและอาจพาลงไปลุยในน้ำนิดหน่อยพอให้มองเห็นอะไรได้มากกว่ามองจากริมฝั่ง แต่ก็เห็นได้ไม่เท่าอีกแบบคือ Zodiac เป็นการนั่งเรือลำเล็กเข้าไปถึงริมภูเขาน้ำแข็ง โดยมีไกด์หรือผู้เชี่ยวชาญเส้นทางพาไปเท่านั้น มีแมวน้ำน่ารักแถมยังหน้าตาขี้สงสัยตัวหนึ่งผุดดำผุดว่ายทะเลน้ำแข็งตามเรือไม่ห่างดูอารมณ์ดีและเป็นมิตรมาก ไกด์ขับเรือฝ่าลมหนาวจนขนซู่ ระหว่างทางเห็นก้อนน้ำแข็งมากมายอย่างที่เล่าไปตอนต้น สีท้องฟ้าสะท้อนลงบนก้อนน้ำแข็งจนเห็นเป็นสีฟ้าสดใส บ้างสลับแต่งแต้มสีขาวหรือดำเจือลงไปส่วนก้อนน้ำแข็งสีดำนั้นไกด์เล่าว่าเป็นเพราะมันปนเปื้อนดินและหินทรายที่มาจากบนฝั่ง นอกจากนี้เขายังอธิบายให้ฟังเพิ่มด้วยว่าแต่ก่อนสามารถพานักท่องเที่ยวไปใกล้ภูเขาน้ำแข็งในระยะประชิดได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะน้ำแข็งละลายมากขึ้น ทำให้ก้อนน้ำแข็งและขยะน้ำแข็งแตกตัวลอยกระจายออกมาทั่วบริเวณทะเลสาบ หากเข้าใกล้มากเกินจะเป็นอันตรายต่อทั้งเรือและนักท่องเที่ยว จึงทำได้ เพียงสังเกตจากระยะที่พอทำได้ ซึ่งนั่นก็เดาได้ไม่ยากเท่าไรว่าน่าจะเป็นผลมาจาก Global Warming หรือภาวะโลกร้อนอย่างที่เราหลายคนเคยได้ยินกัน สำหรับเรา แม้ว่าจะไม่ได้เข้าใกล้จนสามารถเอามือเอื้อมจับถึงเพียงได้ชมธารน้ำแข็งใกล้ขนาดนี้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว Zodiac Boat ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงก็ต้องกลับฝั่ง นึกอิจฉาไกด์อยู่ในใจระหว่างทางกลับว่านี่เป็นหนึ่งในอาชีพที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

     จากภูเขาน้ำแข็งพันปีไปสู่ภูเขาไฟพันปีกันบ้าง เกาะVestmannaejyar หรือเรียกง่ายๆ ว่า Westman Island คือจุดหมายปลายทางของเรา หลังจากนั่งบนเรือเฟอรี่พร้อมรถยนต์ส่วนตัวราวครึ่งชั่วโมง (หากมาเที่ยวเกาะนี้ควรนำรถยนต์มาด้วยจะสะดวกกว่ามากเพราะที่นี่เป็นเกาะที่มีสถานที่ควรแวะจอดค่อนข้างเยอะและไม่มีรถสาธารณะ)

     เกาะ Westman มีขนาด 13.4 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 4500 คน เชื่อไหมว่าแต่เดิมเกาะไม่ได้ใหญ่เท่านี้ แต่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นเพราะลาวา!! เมื่อปี 1973 เกาะมีพื้นที่ขนาด 11.2 ตารางกิโลเมตร จนกระทั่งคืนหนึ่งของวันที่ 23 มกราคม ปี 1973 เกิดเหตุภูเขาไฟ Eldfell ระเบิดอย่างไม่คาดคิด ผู้คนถูกอพยพและลำเลียงโดยด่วน ต่างหนีตายกันอุตลุด บ้านเรือนถูกลาวาไหลท่วมทับ ธารลาวาไหลลงทะเลจนขยายขนาดของเกาะ ปัจจุบันมีซากบ้านที่ถูกเก็บรักษาให้นักท่องเที่ยวได้ชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Eldheimar นอกจากซากบ้านแล้วก็มีเรื่องราวและข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้น สภาพทางชีววิทยาของเกาะ เช่น พืช นก อากาศหิน และอื่นๆ อีกมากมาย การจัดวางรูปแบบของ

พิพิธภัณฑ์ถือว่าทำได้น่าสนใจ หากไปควรลองแวะชม นอกจากนี้แล้วสถานที่เที่ยวอื่นก็ยังมี The Saeheimar Aquarium เขาบอกกันว่ามีนกพัฟฟินให้จับได้ แต่ช่วงที่เราไปสถานที่นี้ปิด หรือ Stornhofdi (Puffin Colony) ก็เป็นช่วงที่เจ้านกทั้งหลายยังไม่กลับมา ไม่อย่างนั้นคงจะได้เห็นพวกมันเป็นพันเป็นหมื่นตัวแน่ๆ 


ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี


     ขึ้นชื่อว่า Iceland ตามประวัติแล้วกล่าวกันว่าชนไวกิ้ง (Viking) เป็นชนกลุ่มแรกที่บุกเบิกมาตั้งรกรากในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปส่วนไหนมักมีตำนานหรือเรื่องเล่าของพวกเขาเสมอ บ้างก็ว่ามีหลุมศพที่ขุดพบหลังถ้ำน้ำตก มีตำนานเรื่องการหักหลังของชนพื้นเมืองกับกลุ่มไวกิ้งถึงขั้นต้องตามล้างแค้น สารพัดสารพันเรื่องราว บนเกาะนี้ก็มีโบสถ์ไวกิ้งเช่นกันSkansinn หรือ Viking Stave Church คือโบสถ์ไม้อยู่ริมทะเลติดกับท่าเรือ ตัวอาคาร ซุ้มทางเข้าได้ถูกออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม และยังมีรูปปั้นไวกิ้งวางเด่นอยู่ด้านหน้า ตัวโบสถ์ถูกปิดไม่ให้คนเข้า ทิวทัศน์และบรรยากาศละแวกโบสถ์นั้นสดชื่นดีทีเดียว

     แต่เรื่องน่าตื่นเต้นที่จะเล่าต่อไปนี้อยู่ที่ภูเขาไฟEldfell พระเอกของเกาะ เราขับรถมาจอดอยู่ตีนเขาบริเวณหนึ่ง ไม้กางเขนขนาดยักษ์ตั้งโดดเด่นอยู่ริมทางขึ้นราวกับเป็นประติมากรรม ทางขึ้นเป็นเนินเล็กน้อยในตอนแรกไม่ทันสังเกตให้ดีว่ารั้วเชือกซึ่งถูกปักเป็นทางห้ามขึ้นนั้นถูกดินและหินถมทับหลายจุด เราจึงเดินเล่นสำรวจไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็เดินไต่เขาขึ้นมาแล้ว แม้ยังไม่สูงและชันมากก็เห็นทัศนียภาพของเมืองที่สวยงาม แม้จะลำบากเพราะพื้นเป็นดินชนิดร่วนมากลองจินตนาการถึงผงเนสกาแฟสำเร็จรูป แต่มีความแข็งและหนาแน่นกว่าพอสมควร แต่ด้วยวิวอันดึงดูดและความอึดเราจึงเดินขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่ทันคิดมากมือเท้าเกาะไปเรื่อยๆ ตามช่องหินและดิน


     ยิ่งสูงยิ่งสวย แต่ยิ่งสวยก็ยิ่งอันตรายตามคำโบราณว่า เมื่อหันมามองข้างหลังอีกทีก็พบว่ายากเกินกว่าจะลงมาแล้ว จะขึ้นไปก็ลำบากเอาการ แนเขาลาดชันจนน่ากลัวว่าสามารถกลิ้งตกลงมาได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังไม่มีสิ่งใดเกาะเกี่ยวหรือยึดเหนี่ยวรั้งน้ำหนักตัวไว้ได้ หินที่ดูเหมือนแข็ง เมื่อจับแล้วปรากฏว่าร่วงแตกสลาย จึงอดทนข่มใจพยายามต่อไปเพราะเห็นว่าใกล้ถึงยอดเขาแล้ว แต่คนเราจะมีจุดหนึ่งที่รู้ว่าอะไรควรไปต่อหรือพอได้แล้ว ในนาทีนั้นชั่งใจแล้วว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้นอันตรายมาก หากฝืนไปต่ออาจจะกลิ้งลงมาได้ ภูเขาสูง 200 เมตรไม่ใช่เรื่องสนุกหรือขวนล้อเล่น เราจึงค่อยๆ ไถลตัวลงมาด้วยมือบ้าง เท้าบ้าง จนถึงเนินด้านล่างอย่างปลอดภัย เมื่อสำรวจเนื้อตัวก็พบว่ามือถลอกจนเลือดชิบ และกางเกงก็ขาดเลยทีเดียว แต่อย่างไรนี่ก็ถือเป็นประสบการณ์น่าสนุก และคงไม่เข็ดง่ายๆ แน่นอน

     เมื่อขับรถออกมาไม่ไกลมากก็เจอป้ายทางขึ้นแบบปกติที่คนอื่นขึ้นกัน เป็นเส้นทางที่ระบุว่า Hiking เพื่อไปถึงยอดเขา เราจึงเดินไปตามทางนั้น ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเพราะต้องเดินวนเขาไปตามทางอย่างปลอดภัยเมื่อมาถึงยอดเขา Eldfell ก็พบว่าคุ้มค่า ทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองไปทางขวาเป็นภูเขาสองสีกับวิวแหลมชายหาด มองไปทางช้ายเป็นภาพหมู่บ้านในหล่มเขา โขดหินล้านปี และท่าเรือ บนยอดเขานั้นทางเดินแคบและชันมาก ไม่มีอะไรกั้น จึงต้องคอยระมัดระวังอย่างมากไม่ให้เผลอลื่นตกลงไป กลางยอดเขามีหินบะซอลท์สีส้มสลับน้ำตาลหลากเฉดก้อนใหญ่รูปทรงแปลกตั้งเด่น มีไอร้อนกรุ่นมาตามดิน เป็นสิ่งซึ่งบ่งบอกว่าความร้อนใต้พิภพยังคงทำงานอย่างไม่มีวันหยุดแม้ภูเขาไฟจะระเบิดมาแล้ว 40 กว่าปี แสดงว่ามวลความร้อนนั้นคงมีพลังมหาศาลมากถึงยังคุกกรุ่นจนถึงทุกวันนี้

     ปิดท้ายด้วยน้ำตก Kirkjufell ภาพธารน้ำตกไหลลงสู่ธารน้ำด้านล่างโดยมีวิวของภูเขาไฟทรงกรวยปลายคอดสูงอยู่ไม่ใกล คือสถานที่ซึ่งถูกจัดว่าเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกถ่ายกันมากที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ จนกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ไปเสียแล้ว น้ำตกKirkjufell ตั้งอยู่บนคาบสมุทร Snaefellnes ใกล้กับหมู่บ้าน Grundarfjorour